ถ้าฟาร์มหรือสหกรณ์ของท่านส่งออกผลผลิต หรือขายให้ผู้รับซื้อที่ส่งต่อไปยังตลาดยุโรปและตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ระดับโลก แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอสองคำนี้คือ "GLOBALG.A.P." และ "EUDR" ทั้งสองเป็นคนละเรื่องกัน แต่ส่งผลต่อเกษตรกรไทยในลักษณะคล้ายกัน คือต้องมี "ข้อมูลพิสูจน์ที่มา" ของผลผลิตให้ผู้ซื้อตรวจสอบได้ ใครที่เตรียมตัวก่อนจะได้เปรียบเรื่องต่อรองราคาและรักษาตลาดไว้ได้ยาวกว่า บทความนี้สรุปให้เข้าใจง่ายว่าแต่ละมาตรฐานคืออะไร เกี่ยวข้องกับใคร และควรเริ่มเตรียมตัวจากตรงไหน

GLOBALG.A.P. คืออะไร

GLOBALG.A.P. (อ่านว่า โกลบอลแก๊ป) เป็นมาตรฐานการรับรองฟาร์มภาคเอกชนระดับสากล ไม่ใช่กฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็น "มาตรฐานแบบสมัครใจ" ที่ผู้ค้าปลีกและผู้นำเข้ารายใหญ่ทั่วโลกกำหนดให้คู่ค้าต้องมี ก่อนจะยอมรับซื้อสินค้าเกษตร ชื่อเต็มมาจาก Good Agricultural Practices (แนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี) ครอบคลุมตั้งแต่การใช้สารเคมีและปุ๋ยอย่างปลอดภัย ความสะอาดของแปลง/โรงคัดบรรจุ สวัสดิภาพและความปลอดภัยของแรงงาน ไปจนถึงการบันทึกข้อมูลเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ได้ว่าผลผลิตล็อตหนึ่งมาจากแปลงไหน ใช้สารอะไรบ้าง และเก็บเกี่ยววันไหน

มาตรฐานหลักที่ฟาร์มส่วนใหญ่ขอรับรองเรียกว่า IFA (Integrated Farm Assurance) ซึ่งมีข้อกำหนดพื้นฐานร่วมกันทุกฟาร์ม บวกกับข้อกำหนดเฉพาะกลุ่มสินค้า เช่น พืชผัก ผลไม้ กาแฟ หรือประมง และยังมีส่วนเสริมที่ผู้ซื้อบางรายขอเพิ่ม เช่น GRASP ซึ่งเน้นตรวจประเด็นด้านสิทธิแรงงานและสวัสดิภาพสังคมโดยเฉพาะ

ใครต้องมี และทำไมถึงสำคัญ

โดยหลักการแล้วไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมี GLOBALG.A.P. แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในยุโรปและอีกหลายประเทศ (รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตและผู้นำเข้าผลไม้-ผักสดจำนวนมาก) ใช้มาตรฐานนี้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำก่อนรับซื้อ พูดง่าย ๆ คือถ้าไม่มีใบรับรอง อาจถูกตัดออกจากรายชื่อซัพพลายเออร์ตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทผัก ผลไม้สด และดอกไม้ ที่การแข่งขันด้านความปลอดภัยอาหารสูง สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่รวมกันขอ "การรับรองแบบกลุ่ม" (Option 2) จะช่วยลดต้นทุนต่อรายลงได้มาก เมื่อเทียบกับฟาร์มเดี่ยวขอเอง

ขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการขอรับรอง (โดยสังเขป)

กระบวนการทั่วไปประกอบด้วยการประเมินช่องว่าง (gap assessment) เทียบกับข้อกำหนดของมาตรฐาน การอบรมและปรับปรุงแนวปฏิบัติในฟาร์ม การจัดทำเอกสาร/บันทึกให้ครบ การเลือกหน่วยรับรอง (certification body) ที่ได้รับการรับรองจาก GLOBALG.A.P. การตรวจประเมินก่อนจริง (pre-audit) ซึ่งเป็นทางเลือก การตรวจประเมินจริงโดยผู้ตรวจ และหากพบข้อบกพร่องก็ต้องแก้ไขก่อนได้ใบรับรอง กระบวนการทั้งหมดมักใช้เวลาราว 3-6 เดือน ขึ้นกับความพร้อมของฟาร์ม และใบรับรองมีอายุ 1 ปี ต้องตรวจต่ออายุทุกปี

ด้านค่าใช้จ่าย จากข้อมูลของผู้ให้บริการที่ปรึกษาต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมลงทะเบียนรายปีอยู่ที่ประมาณ 50-120 ยูโร ค่าตรวจประเมิน (audit fee) อยู่ที่ประมาณ 400-1,500 ยูโร ขึ้นกับขนาดฟาร์ม และหากต้องเพิ่มส่วนเสริมอย่าง GRASP อาจบวกอีกราว 100-300 ยูโร รวมค่าใช้จ่ายปีแรกอาจอยู่ระหว่างราว 600 ถึงหลักพันยูโร ขึ้นกับว่าฟาร์มมีระบบบันทึกข้อมูลพร้อมอยู่แล้วหรือไม่ ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขอ้างอิงจากต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายจริงในไทยอาจต่างออกไปตามหน่วยรับรองและอัตราแลกเปลี่ยน ควรสอบถามใบเสนอราคาจากหน่วยรับรองที่ให้บริการในไทยโดยตรงอีกครั้ง

EUDR คืออะไร

EUDR ย่อมาจาก EU Deforestation Regulation หรือกฎระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ต่างจาก GLOBALG.A.P. ตรงที่ EUDR เป็น "กฎหมาย" ของสหภาพยุโรป ไม่ใช่มาตรฐานแบบสมัครใจ บังคับใช้กับผู้ประกอบการที่นำสินค้าที่อยู่ในขอบเขตเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป (หรือส่งออกจากสหภาพยุโรป) โดยมีเป้าหมายป้องกันไม่ให้สินค้าที่วางขายในยุโรปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า

สินค้าที่อยู่ในขอบเขตของ EUDR มี 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ โคเนื้อ/ปศุสัตว์ (cattle) โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้/ผลิตภัณฑ์จากไม้ รวมถึงสินค้าแปรรูปที่ทำจากวัตถุดิบเหล่านี้ เช่น ยางรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ไม้ ช็อกโกแลต ข้อควรทราบสำคัญสำหรับผู้ใช้แพลตฟอร์ม AgroLink คือข้าวไม่อยู่ในรายการสินค้าที่ควบคุมโดย EUDR ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่ต้องเตรียมเอกสารตามระเบียบนี้ ในขณะที่สินค้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเกษตรกรไทยมากที่สุดคือยางพารา รองลงมาคือปาล์มน้ำมันและกาแฟ

ข้อกำหนดหลักของ EUDR คือผู้ประกอบการต้องพิสูจน์ได้ 3 เรื่อง คือ (1) สินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า คือไม่ได้มาจากที่ดินที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรมหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2563 (2020) (2) การผลิตถูกต้องตามกฎหมายของประเทศต้นทาง และ (3) มี "หนังสือแสดงการตรวจสอบสถานะ" (due diligence statement) ยื่นต่อระบบของสหภาพยุโรป ซึ่งต้องอ้างอิงข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ (geolocation) ของแปลงที่ปลูก/เลี้ยง เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแปลงต้นทางได้จริง ไม่ใช่แค่ระบุชื่อประเทศหรือจังหวัด

กำหนดเวลาบังคับใช้ล่าสุด

เรื่องกำหนดเวลาของ EUDR มีการเลื่อนหลายรอบแล้วนับตั้งแต่ประกาศใช้ ล่าสุดจากมติของคณะมนตรีสหภาพยุโรปช่วงปลายปี 2568 ได้ปรับกำหนดบังคับใช้ออกไปอีก โดยผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางมีกำหนดต้องปฏิบัติตามตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2569 ส่วนผู้ประกอบการรายย่อยและรายจิ๋ว (micro/small) ได้รับเวลาเพิ่มถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 นอกจากนี้ยังมีการปรับลดความซับซ้อนของขั้นตอนบางส่วนลง เช่น ผู้ประกอบการปลายน้ำในห่วงโซ่อุปทานบางกรณีไม่ต้องยื่นหนังสือตรวจสอบสถานะซ้ำ เพียงเก็บเลขอ้างอิงจากผู้ประกอบการต้นทางไว้แทน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกำหนดเวลานี้เคยถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้งในช่วงปี 2567-2568 และคณะกรรมาธิการยุโรปยังมีแผนทบทวนกฎเพิ่มเติมในปี 2569 จึงมีความเป็นไปได้ที่รายละเอียดหรือวันบังคับใช้จะเปลี่ยนแปลงอีก ผู้ประกอบการและเกษตรกรจึงควรตรวจสอบวันที่ล่าสุดจากแหล่งข้อมูลทางการ เช่น เว็บไซต์คณะกรรมาธิการยุโรป หรือคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ก่อนวางแผนธุรกิจ ไม่ควรยึดวันที่ใดวันหนึ่งเป็นตัวเลขตายตัว

GLOBALG.A.P. กับ EUDR ต่างกันอย่างไร

สรุปสั้น ๆ ว่า GLOBALG.A.P. เป็น "มาตรฐานสมัครใจ" ที่ครอบคลุมสินค้าเกษตรแทบทุกประเภท เน้นความปลอดภัยอาหาร สวัสดิภาพแรงงาน และสิ่งแวดล้อมโดยรวม ผู้ซื้อเป็นคนกำหนดว่าจะขอหรือไม่ ส่วน EUDR เป็น "กฎหมาย" ของสหภาพยุโรปที่บังคับเฉพาะ 7 กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงตัดไม้ทำลายป่า และจะเกี่ยวข้องกับท่านก็ต่อเมื่อผลผลิตของท่านไปสิ้นสุดที่ตลาดสหภาพยุโรปเท่านั้น เกษตรกรบางรายอาจต้องเตรียมทั้งสองเรื่องพร้อมกัน เช่น ผู้ปลูกยางพาราหรือปาล์มที่ส่งขายให้ผู้รับซื้อในยุโรปและผู้รับซื้อรายนั้นก็ขอ GLOBALG.A.P. ด้วย ในขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหรือพืชที่ไม่อยู่ในรายการ EUDR และไม่ได้ส่งขายยุโรป อาจไม่ต้องยุ่งกับ EUDR เลย แต่ยังอาจต้องมี GLOBALG.A.P. หากขายให้ผู้ค้าปลีกที่กำหนดไว้

เตรียมตัวอย่างไร

ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรฐานใด หัวใจสำคัญที่สุดคือ "ข้อมูลและบันทึก" ที่ครบถ้วนและตรวจสอบย้อนกลับได้ สิ่งที่ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ได้แก่

  • บันทึกพิกัดภูมิศาสตร์ (GPS/geolocation) ของทุกแปลงปลูก โดยเฉพาะแปลงยางพารา ปาล์มน้ำมัน และกาแฟ หากยังไม่มีพิกัด ให้ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อขึ้นทะเบียนและรับพิกัดแปลง
  • เก็บเอกสารสิทธิ์ในที่ดินหรือหลักฐานการครอบครองที่ดินให้ครบและเป็นปัจจุบัน เพื่อยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของแหล่งที่มา
  • จัดทำบันทึกการใช้สารเคมี ปุ๋ย และกิจกรรมในแปลงอย่างสม่ำเสมอ แทนการจดย้อนหลังตอนใกล้ตรวจ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นทุนขอรับรอง GLOBALG.A.P. สูงเกินจำเป็น
  • สอบถามผู้รับซื้อ/ผู้ส่งออกที่ทำงานด้วยว่าต้องการมาตรฐานใดบ้าง เพราะแต่ละคู่ค้าอาจขอไม่เหมือนกัน และบางรายอาจมีระบบตรวจสอบย้อนกลับของตัวเองอยู่แล้วที่เกษตรกรเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องขอรับรองซ้ำ
  • หากเป็นสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร ควรพิจารณาขอรับรอง GLOBALG.A.P. แบบกลุ่ม เพื่อลดต้นทุนต่อรายและแบ่งภาระงานเอกสารร่วมกัน
  • ติดตามระบบสนับสนุนของภาครัฐ เช่น แพลตฟอร์มตรวจสอบย้อนกลับยางพาราของ กยท. หรือระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งออกแบบมาช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเตรียมข้อมูลสำหรับ EUDR ได้ง่ายขึ้น
  • วางแผนงบประมาณและเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย 3-6 เดือนก่อนกำหนดส่งออกจริง เพราะทั้งการขอรับรองและการเก็บข้อมูลย้อนหลังต้องใช้เวลา ไม่ควรเริ่มเมื่อใกล้เส้นตาย

ข้อกำหนดทั้งสองเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงรายละเอียดอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะ EUDR ที่มีการเลื่อนกำหนดเวลาและปรับกฎมาแล้วหลายครั้ง ก่อนตัดสินใจลงทุนหรือวางแผนธุรกิจ แนะนำให้ตรวจสอบสถานะล่าสุดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สำนักงาน GLOBALG.A.P. หน่วยรับรองที่ได้รับอนุญาต คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย หรือที่ปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจเป็นข้อมูลปัจจุบันที่สุด