อินโฟกราฟิก AgroLink Agri-Insurance Ecosystem แสดงการเชื่อมโยงเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร AgroLink Agri-Insurance Hub และบริษัทประกันภัย พร้อมความเชื่อมโยงกับธ.ก.ส./สถาบันการเงินด้านสินเชื่อ และเส้นทางค่านายหน้าประกันภัยจากบริษัทประกันภัยกลับมายัง AgroLink
ระบบนิเวศประกันภัยการเกษตรดิจิทัล AgroLink: เกษตรกร → สหกรณ์ → AgroLink → บริษัทประกันภัย พร้อมเส้นทางค่านายหน้าประกันภัย

หมายเหตุเกี่ยวกับขอบเขต: เอกสารนี้เป็นข้อเสนอเชิงแนวคิดสำหรับการพัฒนาบริการประกันภัยบน AgroLink Platform เท่านั้น ไม่ใช่เอกสารยืนยันความร่วมมือกับบริษัทประกันภัย สมาคม หรือหน่วยงานใดที่กล่าวถึง และไม่ใช่การรับรองว่า AgroLink ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัยแล้ว การดำเนินการจริงต้องผ่านการตรวจสอบและขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก่อนเริ่มดำเนินการ

1. บทสรุปผู้บริหาร

AgroLink ควรพัฒนาบริการประกันภัยให้เป็นหนึ่งในบริการหลักของแพลตฟอร์ม โดยทำหน้าที่เป็น Digital Insurance Infrastructure สำหรับภาคเกษตร เชื่อมโยงเกษตรกรกับบริษัทประกันภัยผ่านสหกรณ์การเกษตร ใช้ข้อมูลแปลงเพาะปลูก ดาวเทียม AI กิจกรรมการผลิต และข้อมูลทางการเงิน เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงประกันภัยได้สะดวกขึ้น ลดความเสี่ยงของผู้ให้สินเชื่อ และเพิ่มความมั่นคงให้กับห่วงโซ่คุณค่าการเกษตร

ข้อเสนอคือให้เริ่มจากประกันภัยพืชผล โดยเฉพาะข้าว แล้วขยายไปสู่ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปศุสัตว์ ประมง และเครื่องจักรกลการเกษตรในระยะถัดไป

หัวใจสำคัญคือ AgroLink ไม่ต้องเป็นบริษัทรับประกันภัยและไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการจ่ายค่าสินไหมเอง แต่ทำหน้าที่พัฒนาระบบดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูล จัดหาช่องทางเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัย และดำเนินการในฐานะนายหน้าประกันภัยที่เก็บค่าบริการจากบริษัทผู้รับประกันภัย โดยแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้สหกรณ์การเกษตรที่เป็นช่องทางให้บริการในพื้นที่

2. ออกแบบระบบนิเวศประกันภัยของ AgroLink

ข้อเสนอคือให้วางตำแหน่งบริการเป็น AgroLink Agri-Insurance & Risk Management Platform ประกอบด้วยบริการ 6 ส่วน ดังตาราง

บริการ รายละเอียด คุณค่าที่ได้รับ
1. Digital Insurance Marketplace รวมผลิตภัณฑ์ประกันภัยจากหลายบริษัท เกษตรกรเลือกประกันได้ตามความต้องการ
2. Satellite Risk Assessment วิเคราะห์ความเสี่ยงจากดาวเทียมและข้อมูลสภาพอากาศ สนับสนุนการประเมินความเสี่ยงรายแปลง
3. Smart Insurance Enrollment สมัครประกันผ่านสหกรณ์และระบบดิจิทัล ลดขั้นตอนการสมัครและการจัดเก็บเอกสาร
4. Digital Claim Management แจ้งเหตุ ติดตามสถานะ และจัดเก็บหลักฐานความเสียหาย เพิ่มความสะดวกในการเรียกร้องสินไหม
5. Agri-Credit Protection เชื่อมโยงประกันภัยกับสินเชื่อเกษตร ลดความเสี่ยงของเกษตรกรและผู้ให้สินเชื่อ
6. Climate & Carbon Risk เชื่อมโยงข้อมูลภูมิอากาศ การผลิต และโครงการคาร์บอน สนับสนุนการบริหารความเสี่ยงระยะยาว

ข้อควรระวัง: ระบบดาวเทียมและ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบความเสียหาย ไม่ได้หมายความว่าจะใช้แทนหลักเกณฑ์การรับประกันภัยหรือการพิจารณาสินไหมตามกรมธรรม์ได้ทั้งหมด

โครงสร้างการทำงาน: แบ่งบทบาทเป็น 5 ฝ่าย

1ฝ่ายที่ 1: เกษตรกร

  • ลงทะเบียนข้อมูลเกษตรกรและแปลงเพาะปลูก
  • เลือกผลิตภัณฑ์ประกันภัย
  • ตรวจสอบเบี้ยประกันและความคุ้มครอง
  • แจ้งความเสียหายผ่าน AgroLink
  • ติดตามสถานะการเรียกร้องสินไหม

2ฝ่ายที่ 2: สหกรณ์การเกษตร

  • เป็นจุดให้บริการประกันภัยในพื้นที่
  • ช่วยตรวจสอบข้อมูลสมาชิกและแปลงเพาะปลูก
  • รวบรวมความต้องการประกันภัยของสมาชิก
  • สนับสนุนการแจ้งเหตุและการจัดเก็บหลักฐาน
  • เชื่อมโยงการประกันภัยกับการรวบรวมผลผลิตและการจำหน่ายสินค้า

3ฝ่ายที่ 3: บริษัทประกันภัย

  • ออกแบบผลิตภัณฑ์และกำหนดเงื่อนไข
  • ประเมินและรับความเสี่ยงตามสัญญาประกันภัย
  • ออกกรมธรรม์
  • พิจารณาและจ่ายค่าสินไหม
  • ทำงานร่วมกับบริษัทรับประกันภัยต่อเมื่อเหมาะสม

4ฝ่ายที่ 4: ธนาคารและผู้ให้สินเชื่อ

  • พิจารณาสินเชื่อและเงื่อนไขการให้กู้
  • เชื่อมโยงข้อมูลสินเชื่อกับกรมธรรม์ตามความยินยอมและสิทธิที่เกี่ยวข้อง
  • พิจารณาการชำระเบี้ยประกันร่วมกับแผนการเบิกสินเชื่อ
  • กำหนดแนวทางจัดการหนี้เมื่อเกิดภัยพิบัติร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง

5ฝ่ายที่ 5: AgroLink

  • พัฒนาแพลตฟอร์มและ API
  • เชื่อมโยงข้อมูลแปลงเพาะปลูกกับระบบประกันภัย
  • สนับสนุนการประเมินความเสี่ยงด้วยดาวเทียมและ AI
  • พัฒนาระบบแจ้งเหตุและติดตามสินไหม
  • ให้บริการข้อมูลและรายงานแก่สหกรณ์ บริษัทประกันภัย และผู้ให้สินเชื่อตามสิทธิที่ได้รับอนุญาต

3. ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ควรพัฒนา

ข้อเสนอคือให้แบ่งผลิตภัณฑ์เป็น 3 ระยะ โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีตลาดและพันธมิตรพร้อมก่อน แล้วจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับบริษัทประกันภัย

ระยะที่ 1: ประกันภัยพืชผล — เริ่มต้นด้วยข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ผลิตภัณฑ์ ความคุ้มครองที่ต้องการ แนวทางดำเนินการ
ประกันภัยข้าวนาปี ภัยธรรมชาติตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่
ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความเสียหายจากภัยที่กำหนดไว้ เชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่
ประกันภัยมันสำปะหลัง ความเสียหายจากภัยที่ระบุในกรมธรรม์ ศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับพันธมิตร
ประกันภัยข้าวแบบดัชนี จ่ายสินไหมเมื่อดัชนีที่กำหนดเข้าเงื่อนไข ทดลองร่วมกับบริษัทประกันภัย
ประกันภัยผลผลิตรายแปลง คุ้มครองความเสียหายตามเงื่อนไขที่กำหนด ศึกษาความเป็นไปได้ในระยะถัดไป

ข้อเสนอ: อย่าเริ่มด้วยการสร้างกรมธรรม์ใหม่ทั้งหมด ควรเริ่มจากการนำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วเข้าสู่ AgroLink ก่อน แล้วจึงใช้ข้อมูลจริงเพื่อพัฒนาประกันภัยรูปแบบใหม่ เหตุผลคือประเทศไทยมีระบบประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว โดยมีทั้งภาครัฐ สมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้อง จึงมีโครงสร้างเดิมให้ AgroLink เข้าไปเชื่อมต่อได้

ระยะที่ 2: ประกันภัยที่เชื่อมโยงสินเชื่อเกษตร — จุดที่ AgroLink สร้างความแตกต่างได้มากที่สุด

A. AgroLink Credit-Linked Insurance

เชื่อมโยงสินเชื่อกับการประกันภัยตลอดวงจรการผลิต ตัวอย่างการดำเนินงาน:

  1. เกษตรกรลงทะเบียนปลูกข้าวผ่านสหกรณ์
  2. AgroLink ตรวจสอบข้อมูลแปลงและประวัติการผลิต
  3. เกษตรกรยื่นขอสินเชื่อกับ ธ.ก.ส. สหกรณ์ หรือผู้ให้สินเชื่อที่เข้าร่วม
  4. ระบบแสดงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เหมาะสมกับกิจกรรมการผลิต
  5. ผู้ให้สินเชื่อพิจารณาวงเงินและเงื่อนไขสินเชื่อตามหลักเกณฑ์ของตน
  6. บริษัทประกันภัยพิจารณารับประกันและออกกรมธรรม์
  7. AgroLink ติดตามข้อมูลการผลิตตลอดฤดูกาล
  8. เมื่อเกิดความเสียหาย ระบบสนับสนุนการแจ้งเหตุและส่งข้อมูลให้บริษัทประกันภัยพิจารณาสินไหม

ข้อดีคือเกษตรกรสามารถเข้าถึงสินเชื่อและประกันภัยได้ในกระบวนการเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางติดต่อหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ประกันภัยไม่ใช่การรับประกันว่าจะได้รับสินเชื่อ และการมีกรมธรรม์ไม่ได้ทำให้ผู้ให้สินเชื่อต้องอนุมัติสินเชื่อโดยอัตโนมัติ

B. AgroLink Multi-Lender Insurance

เชื่อมโยงประกันภัยกับผู้ให้สินเชื่อหลายประเภท ได้แก่ ธ.ก.ส. สหกรณ์การเกษตรที่ให้สินเชื่อ ธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการสินเชื่อเกษตรที่ได้รับอนุญาต และบริษัทลีสซิ่งเครื่องจักรกลการเกษตร

ประเภทสินเชื่อ ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ควรพิจารณา
สินเชื่อปลูกข้าว ประกันภัยข้าว
สินเชื่อปลูกข้าวโพด ประกันภัยข้าวโพด
สินเชื่อซื้อรถแทรกเตอร์ ประกันภัยเครื่องจักรและความรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามความเหมาะสม
สินเชื่อซื้อโดรนเกษตร ประกันภัยโดรนและความรับผิด
สินเชื่อเลี้ยงโค ประกันภัยปศุสัตว์
สินเชื่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประกันภัยสัตว์น้ำ หากมีผลิตภัณฑ์ที่รองรับ

แนวคิดสำคัญคือการเชื่อมโยงสินเชื่อกับประกันภัยโดยไม่จำกัดให้เกษตรกรต้องซื้อประกันจากบริษัทเดียว และต้องเปิดเผยเงื่อนไขให้ชัดเจน

ระยะที่ 3: ประกันภัยอัจฉริยะด้วยดาวเทียมและ AI

พัฒนาเป็นบริการที่ใช้ข้อมูลการเกษตรจริงเพื่อสนับสนุนการประเมินความเสี่ยง องค์ประกอบหลัก ได้แก่

แนวทางนี้มีตัวอย่างการดำเนินงานในประเทศไทยแล้ว โดยกรมส่งเสริมการเกษตร สมาคมประกันวินาศภัยไทย และไทยคมเคยร่วมมือกันนำข้อมูลดาวเทียม Data Analytics และ AI/ML มาใช้สนับสนุนการประกันภัยพืชผล ดังนั้น AgroLink ควรวางตัวเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลและขยายบริการสู่เครือข่ายสหกรณ์ มากกว่าพัฒนาระบบประเมินความเสียหายซ้ำซ้อนกับระบบที่มีอยู่แล้ว

4. พันธมิตรที่ควรเชิญร่วมพัฒนา

ข้อเสนอคือให้แบ่งพันธมิตรเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ สมาคมและหน่วยงานกำกับ สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และหน่วยงานรัฐ/พันธมิตรเทคโนโลยี

กลุ่มที่ 1: สมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA)

สมาคมฯ เป็นพันธมิตรที่ควรเข้าพบเป็นลำดับต้น ๆ เพราะมีบทบาทในโครงการประกันภัยพืชผลของประเทศไทยอยู่แล้ว ข้อเสนอความร่วมมือคือจัดทำแนวคิดโครงการ AgroLink Digital Agricultural Insurance Pilot เพื่อหารือความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มกับบริษัทประกันภัยหลายราย ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการหรือการรับรองจากสมาคมฯ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาคมฯ ก่อน ไม่ควรถือว่าเป็นพันธมิตรที่ตกลงเข้าร่วมแล้ว

กลุ่มที่ 2: ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ธ.ก.ส. มีผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรรวมถึงประกันภัยปศุสัตว์บางประเภทอยู่แล้ว จึงเป็นช่องทางสำคัญที่ควรศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกับ AgroLink ข้อเสนอเชิงธุรกิจคือ AgroLink ไม่ควรนำเสนอเพียงระบบขายประกันภัย แต่ควรนำเสนอการลดความเสี่ยงตลอดวงจรสินเชื่อ ตั้งแต่ก่อนเพาะปลูก ระหว่างเพาะปลูก จนถึงการจำหน่ายผลผลิต

กลุ่มที่ 3: บริษัทประกันวินาศภัย

ควรเริ่มจากบริษัทที่มีประสบการณ์ด้านประกันภัยพืชผล และเปิดรับความร่วมมือด้านเทคโนโลยี บริษัทที่ควรเชิญเข้าหารือ ได้แก่

บริษัท เหตุผลที่ควรเชิญหารือ บทบาทที่เสนอ
กรุงเทพประกันภัย มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มบริษัทที่เคยเข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปี หารือการเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ประกันภัย
เออร์โกประกันภัย มีประสบการณ์จากการเข้าร่วมโครงการประกันภัยพืชผล หารือผลิตภัณฑ์และกระบวนการรับประกัน
แอกซ่าประกันภัย มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มบริษัทที่เคยเข้าร่วมโครงการดังกล่าว หารือความร่วมมือด้านประกันภัยและเทคโนโลยี

บริษัททั้งสามมีรายชื่อในข้อมูลโครงการประกันภัยข้าวนาปีของสมาคมประกันวินาศภัยไทย แต่การมีรายชื่อในโครงการเดิมไม่ได้ยืนยันว่าบริษัทจะเข้าร่วม AgroLink หรือยังมีผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขเดิมในปี 2569 จึงต้องตรวจสอบความพร้อมและข้อเสนอปัจจุบันก่อน

วิธีเลือกพันธมิตรประกันภัย

ไม่จำเป็นต้องเลือกบริษัทเดียวตั้งแต่ต้น ควรเชิญ 3-5 บริษัทเข้าหารือ และใช้เกณฑ์ดังต่อไปนี้

แนวทางที่แนะนำ: ให้บริษัทประกันภัยเป็นผู้รับความเสี่ยงและรับผิดชอบกรมธรรม์ ส่วน AgroLink เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล

กลุ่มที่ 4: หน่วยงานรัฐและพันธมิตรเทคโนโลยี

4.1 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)

สศก. มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบประกันภัยการเกษตรระดับประเทศ โดยภาครัฐได้กำหนดบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายประกันภัยการเกษตรไว้แล้ว

4.2 กรมส่งเสริมการเกษตร

การเข้าถึงข้อมูลต้องเป็นไปตามสิทธิการใช้งานและข้อตกลงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

4.3 บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)

ไทยคมมีประสบการณ์ความร่วมมือด้านข้อมูลดาวเทียมเพื่อสนับสนุนการประกันภัยพืชผลกับหน่วยงานภาครัฐและสมาคมประกันวินาศภัยไทยมาก่อน จึงเป็นผู้ที่ควรเชิญมาหารือ อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากผู้ให้บริการรายเดียว AgroLink ควรออกแบบระบบให้รองรับข้อมูลจากดาวเทียมหลายแหล่งตามต้นทุนและความเหมาะสม

5. สถาปัตยกรรมระบบ AgroLink Insurance

ข้อเสนอคือให้เพิ่มโมดูล Insurance เข้าไปในสถาปัตยกรรม AgroLink เดิม โดยไม่แยกระบบออกไปสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ระบบวางเป็นชั้น (layer) ดังนี้: AgroLink Platform เชื่อมกับ AgroLink Agri-Insurance Hub ซึ่งประกอบด้วย 3 กลุ่มโมดูล — Insurance Marketplace, Risk Analytics (ดาวเทียม + AI) และ Claims Management — ทั้งหมดดึงข้อมูลจากชั้น AgroLink Agricultural Data (ข้อมูลเกษตรกรและแปลง กิจกรรมการผลิต ข้อมูลภูมิอากาศและดาวเทียม) แล้วเชื่อมต่อออกไปยังพันธมิตรภายนอกผ่าน Partner Integration API ซึ่งเชื่อมกับบริษัทประกันภัย สหกรณ์ และสถาบันการเงิน

โมดูลที่ต้องพัฒนา

โมดูล หน้าที่ ความสำคัญ
Insurance Product Catalog แสดงผลิตภัณฑ์และเงื่อนไข สูง
Insurance Quotation ขอใบเสนอราคาและเปรียบเทียบเบี้ย สูง
Digital Enrollment สมัครประกันและเก็บหลักฐานความยินยอม สูง
Policy Management เชื่อมโยงข้อมูลกรมธรรม์ สูง
Satellite Risk Engine วิเคราะห์ความเสี่ยงรายแปลง สูง
Claim Notification แจ้งเหตุและส่งหลักฐาน สูง
Claim Tracking ติดตามสถานะการพิจารณาสินไหม สูง
Cooperative Dashboard บริหารสมาชิกและกรมธรรม์ สูง
Lender Integration เชื่อมโยงข้อมูลกับผู้ให้สินเชื่อ ระยะที่ 2
Insurance Analytics วิเคราะห์ความเสี่ยงและผลการดำเนินงาน ระยะที่ 2

หลักการออกแบบที่สำคัญ

AgroLink ควรมีระบบเชื่อมต่อกับบริษัทประกันภัยหลายแห่ง เพื่อไม่ให้แพลตฟอร์มผูกขาดกับผู้ให้บริการรายเดียว บริษัทประกันภัยแต่ละแห่งอาจใช้ระบบภายในต่างกัน จึงควรพัฒนา API Gateway และรูปแบบข้อมูลมาตรฐานสำหรับข้อมูลกรมธรรม์ เบี้ยประกัน ความคุ้มครอง และสถานะสินไหม

ข้อมูลการเกษตรและข้อมูลกรมธรรม์ต้องแยกสิทธิการเข้าถึงอย่างชัดเจน พร้อมมีบันทึกการใช้งาน การรักษาความปลอดภัย และกระบวนการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA

6. โมเดลรายได้: ค่านายหน้าประกันภัยและการแบ่งรายได้ให้สหกรณ์

ข้อเสนอที่ปรับปรุงคือให้ AgroLink ดำเนินการในฐานะนายหน้าประกันภัย (Insurance Broker) เก็บค่าบริการนายหน้าประกันภัย (Brokerage Fee) จากบริษัทผู้รับประกันภัยตามอัตราที่ตกลงในสัญญา เมื่อเกษตรกรสมัครกรมธรรม์ผ่านแพลตฟอร์ม โดย AgroLink จะแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้สหกรณ์การเกษตรที่เป็นช่องทางให้บริการและดูแลสมาชิกในพื้นที่ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สหกรณ์มีส่วนร่วมในการดูแลสมาชิกและกระบวนการสมัครประกันภัยอย่างต่อเนื่อง รายละเอียดสัดส่วนการแบ่งรายได้อยู่ระหว่างพิจารณาและจะกำหนดเป็นการภายใน

ข้อควรระวังด้านกฎหมาย: การดำเนินการในฐานะนายหน้าประกันภัยและการรับค่าตอบแทนจากการเสนอขาย ชักชวน หรือจัดจำหน่ายประกันภัย ต้องมีใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย การแบ่งรายได้ให้สหกรณ์ก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาต เช่น สหกรณ์อาจต้องขึ้นทะเบียนเป็นนายหน้าประกันภัยร่วมหรือตัวแทน หรือได้รับค่าตอบแทนในรูปแบบอื่นที่สอดคล้องกับกฎหมาย AgroLink จึงควรให้ที่ปรึกษากฎหมายและสำนักงาน คปภ. ตรวจสอบโครงสร้างธุรกิจและรูปแบบการแบ่งรายได้นี้ให้ชัดเจนก่อนเริ่มดำเนินการจริง

ตัวอย่างประมาณการรายได้ค่านายหน้าประกันภัย (สมมติฐานเพื่อการวางแผนเท่านั้น)

สมมติเบี้ยประกันเฉลี่ย 1,000 บาทต่อกรมธรรม์ และอัตราค่านายหน้าประกันภัยเฉลี่ย 15% ของเบี้ยประกัน (ตัวเลขสมมติเพื่อประกอบการวางแผน อัตราจริงต้องกำหนดตามข้อตกลงกับบริษัทประกันภัยแต่ละรายและเป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาต) จะได้ค่านายหน้ารวมประมาณ 150 บาทต่อกรมธรรม์

จำนวนกรมธรรม์ ค่านายหน้ารวม
1,000 กรมธรรม์ 150,000 บาท
10,000 กรมธรรม์ 1,500,000 บาท
50,000 กรมธรรม์ 7,500,000 บาท

ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสมมติสำหรับวางแผนธุรกิจ ไม่ใช่ราคาตลาดหรือรายได้ที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้น และยังไม่รวมค่าพัฒนาระบบ ค่าบริการวิเคราะห์ข้อมูล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อัตราค่านายหน้าจริงอาจแตกต่างกันตามประเภทผลิตภัณฑ์และข้อตกลงกับแต่ละบริษัทประกันภัย ตัวเลขดังกล่าวเป็นยอดรวมก่อนการแบ่งรายได้ให้สหกรณ์การเกษตร

นอกเหนือจากค่านายหน้าประกันภัย AgroLink อาจพิจารณารายได้เสริมจากค่าบริการระบบ SaaS สำหรับสหกรณ์ ค่าพัฒนาและเชื่อมต่อ API กับบริษัทประกันภัย และค่าบริการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงให้กับบริษัทประกันภัยหรือองค์กรที่ต้องการ ซึ่งสามารถออกแบบเป็นสัญญาบริการเทคโนโลยีที่ชัดเจน แยกจากรายได้ค่านายหน้าประกันภัย

7. แผนโครงการนำร่อง 12 เดือน

ข้อเสนอคือให้เริ่มจาก 10 สหกรณ์การเกษตร และเกษตรกรปลูกข้าวประมาณ 1,000 ราย โดยเลือกพื้นที่ที่มีข้อมูลแปลงเพาะปลูกค่อนข้างพร้อม และมีบริษัทประกันภัยที่ยินดีร่วมพัฒนากระบวนการ

ระยะเวลา กิจกรรม ผลลัพธ์
เดือน 1-2 ตรวจสอบโครงสร้างธุรกิจกับที่ปรึกษากฎหมายและสำนักงาน คปภ. พร้อมหารือสมาคมประกันวินาศภัยไทย ธ.ก.ส. และบริษัทประกันภัย ยืนยันโครงสร้างนายหน้าประกันภัยที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้พันธมิตรที่สนใจและขอบเขตโครงการ
เดือน 3-4 สำรวจผลิตภัณฑ์ประกันภัยและกระบวนการทำงาน ได้ข้อกำหนดระบบและแบบจำลองธุรกิจ
เดือน 5-6 พัฒนา Insurance Marketplace และ API ขั้นต้น ระบบต้นแบบพร้อมทดสอบ
เดือน 7-8 เชื่อมโยงข้อมูลสหกรณ์และข้อมูลแปลง ทดลองลงทะเบียนและแสดงผลิตภัณฑ์
เดือน 9-10 ทดลองแจ้งเหตุและติดตามสถานะสินไหม ได้กระบวนการทำงานจริงสำหรับประเมินผล
เดือน 11-12 ประเมินผลและปรับปรุง ได้รายงานผลและแผนขยายบริการ

KPI ที่ควรกำหนด

  1. สหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 10 แห่ง
  2. เกษตรกรลงทะเบียน 1,000 ราย
  3. เกษตรกรที่มีข้อมูลแปลงพร้อมใช้งานไม่น้อยกว่า 80%
  4. มีผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ผ่านการตรวจสอบและพร้อมเสนอขายอย่างน้อย 1-2 ผลิตภัณฑ์
  5. วัดอัตราการสมัครประกันภัยจากผู้ที่มีสิทธิและได้รับข้อเสนอ
  6. วัดระยะเวลาการส่งข้อมูลแจ้งเหตุไปยังบริษัทประกันภัย
  7. วัดความครบถ้วนของเอกสารและข้อมูลประกอบการเรียกร้องสินไหม
  8. วัดความพึงพอใจของเกษตรกรและสหกรณ์
  9. ประเมินต้นทุนการให้บริการต่อเกษตรกรหนึ่งราย
  10. ประเมินความเป็นไปได้ในการขยายสู่ 50 สหกรณ์

ควรกำหนดตัวชี้วัดเรื่องการจ่ายสินไหมและระยะเวลาการพิจารณาสินไหมร่วมกับบริษัทประกันภัย โดยแยกเวลาที่ AgroLink ควบคุมได้ออกจากเวลาพิจารณาของบริษัทประกันภัย

8. กลยุทธ์สำคัญ: เชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าการเกษตร

จุดแข็งของ AgroLink คือการเชื่อมโยงบริการตลอดวงจรการผลิต ไม่ใช่เพียงการขายประกันภัย ตัวอย่างระบบข้าวครบวงจรแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน

1ขั้นที่ 1: ก่อนปลูก

  • ขึ้นทะเบียนเกษตรกรและแปลงเพาะปลูก
  • วิเคราะห์ความเสี่ยงของพื้นที่
  • เลือกประกันภัย
  • พิจารณาสินเชื่อและแผนต้นทุนการผลิต

2ขั้นที่ 2: ระหว่างปลูก

  • ติดตามสภาพแปลงด้วยดาวเทียม
  • บันทึกกิจกรรมการผลิต
  • ตรวจสอบสัญญาณความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วม
  • สนับสนุนการแจ้งเตือนและการปฏิบัติตามแนวทางลดความเสียหาย

3ขั้นที่ 3: เมื่อเกิดภัยพิบัติ

  • แจ้งเหตุผ่าน AgroLink
  • ส่งข้อมูลแปลงและหลักฐานประกอบ
  • ประสานการตรวจสอบกับบริษัทประกันภัย
  • ติดตามสถานะการพิจารณาสินไหม

4ขั้นที่ 4: เก็บเกี่ยวและขายผลผลิต

  • เชื่อมโยงเกษตรกรกับสหกรณ์และผู้รับซื้อ
  • บันทึกปริมาณผลผลิตจริง
  • ใช้ข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงในฤดูกาลถัดไป
  • สนับสนุนการวางแผนชำระสินเชื่อตามข้อตกลงกับผู้ให้สินเชื่อ

การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยให้บริษัทประกันภัยประเมินความเสี่ยงได้ละเอียดขึ้น และช่วยให้ผู้ให้สินเชื่อมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวต้องผ่านการทดสอบจากข้อมูลจริงก่อนนำไปใช้กำหนดเบี้ยประกันหรือวงเงินสินเชื่อ

9. ข้อเสนอที่ควรดำเนินการทันที

ลำดับการดำเนินงานที่แนะนำ โดยเพิ่มการตรวจสอบโครงสร้างธุรกิจกับที่ปรึกษากฎหมายเป็นลำดับแรกสุด เนื่องจากโมเดลรายได้ที่ปรับปรุงใหม่อิงกับสถานะนายหน้าประกันภัยโดยตรง

1อันดับ 1 — ตรวจสอบโครงสร้างธุรกิจกับที่ปรึกษากฎหมายและ คปภ.

  • ยืนยันว่าการดำเนินการในฐานะนายหน้าประกันภัยและการแบ่งรายได้ให้สหกรณ์เป็นไปตามกฎหมาย
  • กำหนดรูปแบบใบอนุญาตที่ AgroLink และ/หรือสหกรณ์ต้องมี
  • จัดทำร่างสัญญานายหน้าประกันภัยและสัญญาแบ่งรายได้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

2อันดับ 2 — เข้าหารือสมาคมประกันวินาศภัยไทย

  • หาบริษัทประกันภัยที่พร้อมเข้าร่วมโครงการนำร่อง
  • ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ใดสามารถนำมาให้บริการผ่านแพลตฟอร์มได้ทันที

3อันดับ 3 — เข้าหารือ ธ.ก.ส.

  • นำเสนอ AgroLink ในฐานะระบบสนับสนุนการเข้าถึงประกันภัยและการบริหารความเสี่ยงของเกษตรกร
  • เริ่มจากเครือข่ายสหกรณ์การเกษตร

4อันดับ 4 — เชิญบริษัทประกันภัย 3-5 แห่ง และพัฒนา Insurance Marketplace รุ่นแรก

  • เปิดให้หลายบริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์และเงื่อนไข เพื่อให้เกษตรกรเปรียบเทียบทางเลือกได้
  • เริ่มจากระบบแสดงผลิตภัณฑ์ เปรียบเทียบความคุ้มครอง ส่งข้อมูลสมัคร และติดตามสถานะกรมธรรม์ก่อน ไม่ต้องรอระบบ AI ที่ซับซ้อนทั้งหมด

5อันดับ 5 — เชื่อมโยงข้อมูลดาวเทียมและ AI

  • เมื่อมีข้อมูลการผลิตและข้อมูลกรมธรรม์จากโครงการนำร่องแล้ว
  • จึงพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบความเสียหายให้แม่นยำขึ้น

ภาพรวมโมเดลธุรกิจที่ควรนำเสนอพันธมิตร

องค์ประกอบ ผู้รับผิดชอบหลัก รายได้หรือประโยชน์
Digital Platform AgroLink ค่าบริการนายหน้าประกันภัย
Insurance Products บริษัทประกันภัย เบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์
Farmer Distribution สหกรณ์การเกษตร ส่วนแบ่งค่านายหน้าประกันภัยและการขยายการเข้าถึงเกษตรกร
Credit Integration ธ.ก.ส. และผู้ให้สินเชื่อ สนับสนุนการบริหารความเสี่ยงสินเชื่อ
Satellite Analytics AgroLink และพันธมิตรข้อมูล ค่าบริการวิเคราะห์ข้อมูล (รายได้เสริม)
Claims Assessment บริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้อง การตรวจสอบและพิจารณาสินไหม

ข้อเสนอที่สำคัญคือไม่ควรให้ AgroLink เป็นผู้รับความเสี่ยงจากกรมธรรม์ แต่ควรเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทำให้บริษัทประกันภัยสามารถเข้าถึงเกษตรกรและข้อมูลการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายได้หลักจากค่านายหน้าประกันภัยที่แบ่งปันอย่างเป็นธรรมกับสหกรณ์ผู้เป็นช่องทางให้บริการ

บทสรุปเชิงกลยุทธ์: Insurance-as-a-Service for Agriculture

ข้อเสนอคือให้ AgroLink ใช้แนวทาง Insurance-as-a-Service for Agriculture โดยเชื่อมโยงประกันภัยเข้ากับ 4 ระบบหลัก ได้แก่ Cooperative OS ที่ใช้สหกรณ์เป็นช่องทางเข้าถึงเกษตรกร Agri Credit & Multi-Lender ที่เชื่อมโยงประกันภัยกับสินเชื่อเกษตร AI & Satellite ที่สนับสนุนการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบความเสียหาย และ Marketplace & Value Chain ที่เชื่อมโยงการผลิต การประกันภัย และการจำหน่ายผลผลิต โมเดลนี้ทำให้ AgroLink มีโอกาสสร้างรายได้จากค่านายหน้าประกันภัยและบริการเทคโนโลยี โดยไม่ต้องลงทุนรับความเสี่ยงด้านการประกันภัยเอง และยังสร้างแรงจูงใจให้สหกรณ์ร่วมขับเคลื่อนบริการผ่านส่วนแบ่งรายได้ที่เหมาะสม

ข้อเสนอที่ควรดำเนินการเป็นลำดับแรก คือจัดทำโครงการ "AgroLink Digital Agricultural Insurance Pilot" ระยะเวลา 12 เดือน ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ธ.ก.ส. บริษัทประกันภัย และสหกรณ์การเกษตร 10 แห่ง เพื่อทดสอบระบบประกันภัยข้าวที่เชื่อมโยงข้อมูลแปลงเพาะปลูก ดาวเทียม สินเชื่อ และกระบวนการเรียกร้องสินไหม โดยต้องผ่านการตรวจสอบโครงสร้างธุรกิจนายหน้าประกันภัยกับที่ปรึกษากฎหมายและสำนักงาน คปภ. ก่อนเริ่มดำเนินการจริง หากโครงการนำร่องประสบความสำเร็จ AgroLink จะสามารถขยายไปยังข้าวโพด มันสำปะหลัง ปศุสัตว์ และประมง พร้อมสร้างบริการประกันภัยที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศการเกษตรครบวงจรได้ในระยะต่อไป

สนใจพัฒนาบริการประกันภัยร่วมกับ AgroLink

ไม่ว่าจะในฐานะบริษัทประกันภัย สถาบันการเงิน สหกรณ์การเกษตร หรือหน่วยงานภาครัฐ ติดต่อทีมงาน AgroLink เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันที

ติดต่อทีมงาน AgroLink กลับหน้าแรก